วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

[Linux Command] พื้นฐาน cd ,pwd,ls

    มาถึงบทนี้จะแนะนำ 3 cmd แรกที่จำเป็นต้องรู้เพราะใช้งานบ่อยมากๆครับ รวมถึงแนะนำเทคนิคการใช้งาน เริ่มกันเลย

  • cd เป็น command สำหรับเปลี่ยน directory หรือ  folder นั้นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อ login ครั้งแรก เราจะอยู่ที่ Home ของ user ที่เรา login นะครับ เช่น user:root จะอยู่ที่ /root หรือ ถ้าเป็น user1 จะอยู่ที่ /home/user1  ครับ วิธีใช้งานก็ใช้ cd ตามด้วย folder ที่เราจะไป ซึ่งผู้เขียนจะแบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้ครับ
  1. การเปลี่ยน directory แบบ full path  ex. ผู้เขียนต้องการไปยัง dir  /var/log/
           [ root@localhost ~]#cd /var/log/
           [root@localhost log]#
  2. การเปลี่ยน directory แบบ short path ex. เมื่อสักครู่ผู้เขียนอยู่ที่ /var/log/  แล้วผู้ต้องต้องการไปยัง /var/log/audit ซึ่งเป็น dir ที่อยู่ใน path ปัจจุบัน เราสามารถ ใช้ cd audit/ ได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้แบบ full path ก็ได้ครับ
           [root@localhost log]# cd audit/
           [root@localhost audit]#
    แล้วถ้าต้องการกลับไปยัง /var/log อีกครั้งละทำไงดี ใช้full path ก็ได้ครับ แต่จะช้ากว่า แนะนำใช้ cd ..  ครับ ( .. เป็นการอ้างอิง path ก่อนหน้านี้ 1 level ครับ )
          [root@localhost audit]# cd ..
          [root@localhost log]# 


  • pwd เป็น command print  dir ปัจจุบันที่เราอยู่ครับ ซึ่งบางทีเรา cd ไปมาๆ จนจำไม่ได้แล้วว่าเราอยู่ไหน pwd ก็จะช่วยเราได้ครับ วิธีใช้ก็พิมพ์ pwd แล้ว enter ได้เลยครับ
                   [root@localhost audit]# pwd
                    /var/log/audit

  • ls เป็น command สำหรับดูไฟล์และโฟเดอร์ใน dir นั้นๆครับ  วิธีใช้มี 2 แบบ คือ ls แล้ว enter เลยก็จะ list path ปัจจุบันครับ

  •                 [root@localhost log]# ls
                    anaconda  audit  boot.log  btmp  cron  dmesg  dmesg.old  lastlog                                        
          ส่วนอีกแบบคือ ls ตามด้วย ไฟล์หรือpath  ก็ได้ครับ เช่น
                    [root@localhost log]#  ls /root/
                     anaconda-ks.cfg  License.txt
          ใน ls  มีส่วนของ option เยอะครับ โดย option ยอดนิยมคือ -l ครับ เช่น
                 [root@localhost log]# ls -l
                 total 556
                 drwxr-xr-x. 2 root root   4096 Jul 14 00:16 anaconda
                 drwxr-x---. 2 root root     22 Jul 14 00:18 audit
                 -rw-r--r--. 1 root root   7799 Jul 16 16:13 boot.log
                 -rw-------. 1 root utmp    384 Jul 15 23:06 btmp
                  -rw-------. 1 root root   4300 Jul 16 17:01 cron
         option -l จะบอกรายละเอียดที่จำเป็นค่อนข้างเยอะครับ เลยเป็นที่นิยมกัน แล้วแต่ละส่วนคืออะไรละ
               ex.drwxr-x---. 2 root root     22 Jul 14 00:18 audit
    1.   คอลัมน์แรก [.drwxr-x---]  จะเป็นสิทธฺิ์ของไฟล์ หรือ เฟอเดอร์ครับ ถ้าตัวแรกเป็น d คือเฟอเดอร์   -คือไฟล์   ต่อมาอีก  3 ตัวเป็นสิทธ์ของเจ้าของ ต่อมาเป็นสิทธ์ของกลุ่ม และ สุดท้ายเป็นสิทธ์ของคนอื่น (r=read,w=write,x=execute)
    2. คอลัมน์สอง เป็นจำนวนของลิ้งครับ
    3. คอลัมน์สาม เป็นชื่อเจ้าของ
    4. คอลัมน์สี่ เป็นชื่อกลุ่ม
    5. คอลัมน์ห้า เป็น size ครับ หน่วยเป็น Byte 
    6. คอลัมน์6,7,8 เป็น วันและเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดครับ
    7. และสุดท้าย คือชื่อ file/dir
      สุดท้ายละสำหรับผู้เขียนชอบใช้อีก 2 option ร่วมคือ r,l เช่น ls -lrt  ครับ จะเพิ่มการ sort ด้วย last modify time ล่าสุดจะอยู่ด้านล่างครับ จบก่อนละยาวไปหน่อยครับบทนี้

    วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

    [Tool] การใช้งาน SSH Secure Shell

           มาถึง tool ตัวแรกที่จะแนะนำครับ SSH Secure Shell  ผู้เขียนขอข้ามลิ้ง download ซึ่งสามารถหาได้จาก google นะครับ และวิธีติดตั้งก็ไม่ได้ยากอะไรมาก  จะเป็นการแนะนำวิธีใช้งานมากกว่าครับ ลุยกันเลย
    1. มาดูหน้าตาโปรแกรมกันก่อนนครับ เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เราจะได้ icon มา 2 อัน นะครับ อันแรกคือ SSH Secure Shell Client  ดังรูปด้านล่างครับ ซึ่งจะใช้สำหรับ remote ไปยัง server เพื่อใช้ command ต่างๆ แทนการใช้หน้าจอคอลโซล 
    2. อีก icon คือ SSH Secure Transfer Client ซึ่งใช้รับ-ส่งไฟล์ระหว่างเครื่องเรากับ server ครับ
    3. ถ้าเปิด VM  พร้อมแล้วก็เปิด SSH Secure Shell Client กันเลยครับ เมื่อเปิดเข้าเราสามารถกด Enter ก็จะมีหน้าต่างเล็กๆขึ้นมาอีกอัน ดังรูปครับ จากนั้นก็ใส่ ip address และ user ที่เราจะ remote ไปครับ (ถ้าไม่ทราบ ip address ให้ไปที่หน้าคอนโซล login เข้าไปแล้วพิมคำสั่ง ip a นะครับจะเห็น ip address ของ server) จากนั้น enter หรือ คลิก Connect ครับ 
    4. เมื่อใช้งานครั้งแรกจะมี ต่างหน้า 2 รูป ด้านล่างมา ก็ตอบตกลงไปครับ

    5. จากนั้นจะเจอหนา้ต่างให้ใส่ password ครับ ใส่ password แล้วคลิก OK ครับ
    6. ก็จะเป็นการ login สำเร็จ ซึ่งเราสามารถ add profile นะคับ ครั้งหน้าที่ใช้ก็ไม่ต้องใส่ IP และ user กดเลือก profile แล้วใส่ password ได้เลยครับ สะดวกมากแนะนำให้ add ครับ
    7. ลองใช้ command ครับ ( uname -a เป็น command แสดงรายละเอียดของ Server นะครับ)
    8. จากนั้นลองใช้ SSH Secure Transfer Client กันบ้างครับ เมื่อเข้า login  SSH Secure Shell Client  เราสามารถใช้  SSH Secure Transfer Client  ได้เลยโดยไม่ต้อง login ใหม่ ลองคลิก icon ดังรูปครับ
    9. ก็จะได้หน้าต่าง SSH Secure Transfer Client ขึ้นมา เราสามารถ upload ไฟล์ขึ้น server หรือ download จาก server มายังเครื่องเราได้ 2 วิธีคือ คลิกขวาที่ไฟล์ หรือคลิกไฟล์แล้วลากไปวางก็ได้ครับ สำหรับบทความนี้จบแค่นี้ก่อนนะครับ บทต่อไปจะแนะนำ command พื้นฐานที่เราต้องใช้งานบ่ายๆ นะครับ

    วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

    [How To] install CentOS 7 on Oracle VM VirutualBox กัน!

           หลักจากมีเครื่องไม้เครืองมือครบแล้วก็เริ่มกันเลย สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือลง OS ครับ แล้วจะเริ่มด้วยตัวไหนดีละ  ผู้เขียนแนะนำ CentOS ครับ แล้วลง version ไหนดีละ ก็ล่าสุดไปเลยแล้วกัน CentOS 7

    1. download ISO กันก่อน แนะนำลิ้งของประเทศไทยนะครับ  ==> คลิกเลย
    2. หลังจากนั้นเปิด Oracle VM VirtualBox แล้วกด New เพื่อสร้าง VM ขึ้นมาดังรูปครับ


    3. พอถึงหน้านี้ก็ตั้งชื่อ VM เลือก Type,Version กำหนดขนาด Memory และเลือก Create a Virtual hard disk new แล้วก็ Create ครับ


    4. หน้าต่างนี้เลือก location ที่จะเก็บ VM ,กำหนดขนาด Disk ,กำหนด type และเลือกจะให้จอง Disk แบบ Fixed size หรือไม่ Fixed size แนะนำเลือกไม่ Fixed นะครับ จากนั้นกด Create อีกรอบ 



    5. ก็จะได้ VM เปล่าๆ มา จากนั้นเปิด VM กันเลย กด Start โลด ! 

    6. แล้วจะเจอหน้านี้ครับ ก็เลือกไปยังไฟล์ ISO ที่เราโหลดมาทั้งแต่ตอนแรก  แล้วกด Start



    7. ถึงตรงนี้ให้คลิกเข้าไปในหน้าจอดำๆครับ พอคลิกไปแล้วจะใช้ลูกศรขึ้นลงในการเลือก menu ต่างๆ ครับ ถ้าต้องการออกมาก็กด Ctrl ทางขวานะครับ ที่นี้เลือกไปที่ Install CentOS  7 แล้ว Enter ครับ


    8. เลือก ภาษาที่จะติดตั้งครับ แล้วกด Continue

    9. จากนั้นจะเจอหน้า install summary ซึ่งต้อง config ให้ครบทุกๆ menu ถึงจะสามารถเริ่มติดตั้งได้


    10. menu DATE&TIME  คลิกที่ประเทศไทย ตรงแผนที่แล้ว กด Done ครับ


    11. menu SOFTWARE SELECTION  ตรงนี้สามารถเลือกที่จะติดตั้ง Base Environment แบบไหน หรือจะติดตั้ง software ไหนเพิ่มเติมสามารถเลือกได้ครับ สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ๆ แนะให้ลงแบบ Minimal install ก่อนครับ


    12. เมนูต่อมา INSTALLATION DESTINATION เลือก Disk ที่จะติดตั้งครับ และสามารถแบ่ง Partition แบบ auto หรือ จะปรับแต่งเองก็ได้ครับ เริ่มต้นก็ auto ไปก่อนครับ


    13. ปรับแค่นี้ menu Begin Install ก็จะขึ้นให้เราเริ่มติดตั้งได้แล้วครับ  ส่วนเมนูอื่นๆ สามารถกดดูได้นะครับ จากนั้นก็เริ่ม install กันเลยครับ


    14. ในระหว่างการติดตั้งจะมี menu สำหรับตั้ง password root (root คือ user แรกของระบบนะครับ มีสิทธิ์สูงสุดแล้ว) หรือจะ add user อื่นๆก็สามารถทำได้ครับ


    15. สำหรับการตั้ง password ใน CentOS 7 บังคับให้เราตั้ง password ให้ยากต่อการเดา หรือ ยากต่อการ hack นะครับ แนะนำก็ให้มี ตัวอักษรทั้งเล็ก ใหญ่ มีตัวเลขและอักษรพิเศษ เช่น #,$,@ อย่างละ 1 ตัวอย่างน้อย รวมกัน 8 อักษรขึ้นไป ก็จะได้ระดับ strong ครับ


    16. รอสักคู่จนกว่าจะติดตั้งเรียบร้อยครับ เลือก reboot รอบนึงครับ


    17. เมื่อ reboot เรียบร้อย VM เราก็พร้อมใช้งาน ครับ ทดสอบ login ดูสักรอบครับ


    18. และสุดท้ายสำหรับบทความนี้จะแนะนำคำสั่งสำหรับ shutdown VM ครับ คือไม่แนะนำให้ใช้ power off ที่ Oracle VM VirtualBox นะครับ ควรจะใช้ command shutdown ดีกว่าครับ สำหรับ command shutdown ก็มีหลายคำสั่งนะครับ เช่น init 0 , telinit 0 ,shutdown now,poweroff เลือกใช้ได้ตามชอบเลยครับ สำหรับผู้เขียนชอบ init 0 ครับเพราะสั้นดี จำง่าย อ่อสุดท้ายลืมบอกไปครับต้องเป็น user root เท่านั้นนะครับ ถึงจะ shutdown ได้

    วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

    [BEGIN] อยากเริ่มต้นศึกษา Linux จะเริ่มยังไงดี !?


               ก่อนอื่นขอเล่าอะไรสักนิดก่อน ผู้เขียน blog ก็ทำงานสาย system engineer มาสัก5-6 ปีได้ พอเริ่มโตขึ้นก็จะมีเปลี่ยนงาน หางานใหม่ หรือรับคนใหม่มาช่วยงานใช่ไหม ซึ่งตรงนี้ละ ทุกๆครั้ง interview น้องใหม่ๆ เพื่อมาช่วยงาน ผู้เขียนมีคำถามนึงที่ถามคนที่มา interview เสมอๆ คำถามนั้นคือ คุณมีวิธีเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างไร  คำตอบที่ได้มาก็หลากหลายนะ เช่น google สิ , ถามคนที่สอนงานสิ, หาคอร์สเรียนเพิ่มสิ และอีกมากมาย คำตอบแนวไหนที่มักจะได้คะแนนเยอะสุดสำหรับผู้เขียนอะไรหรอ! ก็มักจะชอบคนที่ตอบประมาณว่า ก็เริ่มด้วยการค้นคว้าจาก internet บ้าง document บ้าง หา vdo , youtube  ดูบ้าง ถ้าอันไหนไม่เข้าใจจริงก็ถามจากคนที่มีความรู้ด้านนั้นๆ จากนั้นก็ลงมือทำ และ แชร์สิ่งที่ตนเองศึกษามาให้ผู้อื่น ถ้าตอบมาประมาณนี้นะ อาจจะได้ร่วมกันเลยละ
          แล้วจากที่เล่ามามันเกี่ยวอะไรกับการเริ่มต้นศึกษา Linux หรอ ก็นั้นละ ผู้เขียนจะแนะนำว่าควรเริ่มต้นด้วยความพยายามของตัวเองก่อน เพราะฉะนั้นเครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้างที่ควรจะมีเพื่อที่จะเริ่มศึกษา Linux กันมา ไปลุยกันเลย

    1. Notebook หรือ PC สักเครื่อง spec CPU i 5 ขึ้นกำลังดี RAM สัก4-8GB ,Disk มีพื้นที่เหลือสัก 100GB ก็น่าจะพอแล้วครับ 
    2. internet ถ้ามี ADSL หรือ Fiber น่าจะดีกว่า ถ้าใช้ 3G,4G จะเปลืองไป เพราะบางที่ต้องโหลดไฟล์ใหญ่ๆ หรือ ต้องลง packages ต่างๆ เป็นต้น
    3. Oracle VM VirtualBox ของฟรีโหลดมาใช้เลย ติดตั้งไม่ยาก  link download
    4. เวลาสัก 1-2 ชั่วโมงต่อวัน 
    5.  สุดท้าย ทำตัวให้เป็นน้ำครึ่งแก้ว พร้อมที่จะเติมความรู้เข้าไป จากนั้นก็ไปลุยกันเลย ! 

           

    วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

    [BEGIN] เริ่มนับหนึ่ง กันเถอะ !

               ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าผู้เขียน blog เองก็ไม่ได้มี skill ทางด้าน Linux อะไรมากมาย  อาจจะมีเรื่องอีกมากมายที่ไม่เข้าใจ หรือยังไม่มีความรู้อะไรมากนัก แต่ที่จะเขียนเป็นการเล่าประสบการณ์ที่เคยพบเจอมาแล้วคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจบ้างไม่มีมากก็น้อย  ซึ่งก็เป็นคติของผู้เขียนเองอยู่แล้วว่ายิ่งแชร์มากเท่าไร เราจะยิ่งเข้าใจ มันมากขึ้นเท่านั้น
           
              เรื่องที่ว่าจะเขียนก็มีประมาณนี้ครับ
    • Linux Command 
    • Shell Script
    • How To 
    • Problem Solving
    • Tools 
    • Linux Certification Guidelines